ส่วนผสม
* น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
* พริกแกงเผ็ด 3 ช้อนโต๊ะ
* ไก่บ้าน 300 กรัม
* เครื่องในไก่ 50 กรัม
* น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย
* ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำปลา 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
* น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
* มะเขือเปราะ ตามชอบ
* พริกไทยอ่อน ตามชอบ
* กระชาย ตามชอบ
* ใบมะกรูด ตามชอบ
* ใบกะเพรา ตามชอบ

ส่วนผสมพริกแกงเผ็ด
* หอมแดง 44 กรัม
* กระเทียมไทย 18 กรัม
* เกลือ 1/2 ช้อนชา
* กะปิ 1 ช้อนชา
* รากผักชี 2 กรัม
* พริกไทยเม็ด 10 เม็ด
* พริกชี้ฟ้าแห้ง 10 เม็ด
* ตะไคร้ 6 กรัม
* ข่า 6 กรัม
* ผิวมะกรูด 1/4 ช้อนชา
* ลูกผักชี 2 กรัม
* ยี่หร่า 1 กรัม
* ลูกจันทน์ 1/8 ช้อนชา

Read More

เคล็ดลับการโขลกพริกแกง

เพื่อให้การโขลกเครื่องแกงง่าย และได้เครื่องแกงที่มีคุณภาพดีควรทำตามลำดับขั้นตอนดังนี้

  1. โขลกพริกแกงแห้งกับเกลือจนละเอียดก่อน
  2. ใส่ส่วนผสมที่ค่อนข้างแข็งก่อน อย่าง ตะไคร้ ผิวมะกรูด ข่า ขมิ้น รากผักชี โดยใส่ทีละอย่าง และควรหั่นให้เล็กๆ เพื่อช่วยให้โขลกได้ละเอียดเร็วขึ้น
  3. ใส่หอมแกงและกระเทียมหลังสุด เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบสูงทำให้โขลกยาก และกระเด็นเข้าตาได้ง่าย ใส่กะปิเป็นอย่างสุดท้าย
  4. สำหรับเครื่องเทศแห้ง เช่น ลูกผักชี ยี่หร่า อบเชย ควรคั่วให้หอม โขลกให้ละเอียดก่อนนำมาโขลกรวมกับของสด ควรคั่วด้วยไฟอ่อน อย่าใจร้อน
  5. ถ้าจะใส่ปลากรอบหรือกุ้งแห้งให้โขลกให้ละเอียดก่อน ค่อยมาโขลกรวมกับส่วนผสมอื่นที่โขลกไว้แล้ว จะทำให้โขลกได้ง่ายขึ้น
  6. กะปิก่อนนำไปตำพริกแกง ถ้าได้ห่อใบตองปิ้งก่อนจะเป็นการเพิ่มกลิ่นหอมให้กับกะปิเพิ่มมากขึ้น ทำให้แกงมีกลิ่นหอม

Read More

  • แป้ง ต้องใช้แป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม และ แป้งมัน ผสมในอัตราส่วนที่พอดี การนวนแป้ง ให้หมักทิ้งไว้ให้แป้งอิ่มน้ำเนื้อแป้งจึงจะเข้ากัน เวลานึ่งแป้งจึงจะได้ตามที่ต้องการ
  • ถั่วเขียว ให้เลือกถั่วเขียวผ่าซีกแบบใหม่ๆ ยิ่งใหม่ถั่วยิ่งอร่อย โดยต้องนำถั่วไปล้างให้สะอาด ล้างจนน้ำใส และ แช่น้ำทิ้งไว้ 4 ชั่วโมง และ ต้องคัดเอาถั่วเสียออกด้วย ถั่วเสียจะลอยน้ำ ให้คัดออก หากนำถั่วเขียวเสียมาทำขนม ถั่วเขียวจะมีกลิ่นหืน
  • มะพร้าวขูด ให้ใช้เนื้อมะพร้าวใหม่ๆขูดจะได้มะพร้าวที่หอมอร่อยนุ่ม
  • กะทิ ให้เลือกใช้น้ำกะทิคั้นจากเนื้อมะพร้าวขูดแบบสดๆ ความสดของน้ำกะทิจะทำให้อาหารอร่อยๆ และ หอมแบบธรรมชาติ
  • งาดำ ต้องนำมาคั่วเอง คั่วแบบสดๆ จะได้งาที่มีความหอมอร่อย
  • น้ำใบเตย ให้เลือกใช้ใบเตยนำมาคั้นน้ำสีเขียว ไม่ใช้สีผสมอาหาร เราจะได้อาหารที่มาจากธรรมชาติจริงๆ
  • ผ้าสำหรับใช้ขึงปากหม้อ ต้องใช้ผ้าโทเล ผ้าแบบเสื้อนักเรียน หรือผ้าที่มีเนื้อละเอียดจึงจะทำให้ผ้าไม่ติดแป้ง และต้องขึงให้ผ้าตึงๆ
  • น้ำที่ใช้ในการนึ่งต้องใส่ให้มากหน่อย และใช้น้ำเดือด จึงจะทำให้ไอน้ำดันแป้งให้สุดและไม่ติดผ้า

Read More

แกงเลียงเป็นแกงน้ำใสที่มีรสเผ็ดร้อน จากพริกไทย จึงน่าจะเป็นแกงโบราณของไทย ก่อนที่ไทยจะได้รับอิทธิพลของพริกมาจากชาวโปรตุเกสที่เข้าในสมัยอยุธยา ผักที่ใช้เป็นผักพื้นบ้านที่ปลูกริมรั้ว ทั้งหมด เช่น ฟักทอง บวบ ต้าลึง ใบแมงลัก และใส่กุ้งแห้งเพื่อให้มีรสหวานอร่อย คุณค่าทางโภชนาการ

แกงเลียงจัดเป็นอาหารสุขภาพที่มีรสเผ็ดร้อนจากพริกไทย ที่ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหาร และช่วยให้ ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ฟักทองมีวิตามินเอช่วยบ้ารุงสายตา ตำลึงมีเบต้าแคโรทีนสูงช่วยก้าจัดอนุมูล อิสระ บวบมีใยอาหารสูงและช่วยบ้ารุงน้านม ใบแมงลักมีธาตุเหล็กสูง ช่วยบรรเทาอาการหวัด และแก้วิงเวียน ศีรษะ โปรตีนได้จากกุ้งแห้งและเนื้อกุ้งสด

Read More

ยำใหญ่ใส่สารพัด    วางจานจัดหลายเหลือตรา
รสดีด้วยน้ำปลา     ญี่ปุ่นล้ำย้ำยวนใจ
ในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 นี้ ได้เอ่ยถึง “น้ำปลาญี่ปุ่น” เอาไว้ว่าเป็นเครื่องปรุงรสชาติดีที่นำไปเป็นเครื่องปรุงใน “ยำใหญ่” อาหารที่คนไทยคุ้นเคยกันมาเนิ่นนาน

น้ำปลาญี่ปุ่นที่เอ่ยถึงในกาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวานนี้ แสดงให้เห็นนัยะหลายประการ ข้อแรกคือเครื่องปรุงของญี่ปุ่นชนิดนี้อยู่ในราชสำนักสยามมาเป็นเวลานับร้อยปีมาแล้ว ข้อสองคือ ญี่ปุ่นกับไทยมีการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมเรื่องอาหารมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 และความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับญี่ปุ่นนั้นสืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยอยุธยาเลยทีเดียว วันนี้เรามาทำเมนูยำใหญ่กันค่ะ

Read More

แกง หมายถึง กับข้าวประเภทที่เป็นน้ำมีชื่อต่างๆ ตามวิธีการปรุงและเครื่องปรุง และเป็นอาหารคู่ครัวไทยมาอย่างยาวนาน

ประเภทของแกง

– แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ

1. แกงใส่กะทิ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด

– แกงกะทิที่ใส่พริกแกง เช่น แกงคั่ว, แกงเทโพ, พะแนง, แกงกะหรี่, แกงเขียวหวาน, แกงเผ็ด, แกงมัสมั่น

– แกงกะทิที่ไม่ใส่พริกแกง เช่น ต้มกะทิสายบัว, ต้มข่าไก่

2. แกงไม่ใส่กะทิ แบ่งได้เป็น 2 ชนิด

– แกงไม่ใส่กะทิที่ใส่พริกแกง เช่น แกงป่า, แกงส้ม

– แกงไม่ใส่กะทิที่ไม่ใส่พริกแกง เช่น แกงจืด, ต้มส้ม, ต้มเค็ม

Read More

เคล็ดลับการทำขนมสังขยาฟักทอง

  1. การทำให้เนื้อฟักทองเนียน และ น้ำสังขยา เนียนส่วย ทำโดยต้องการคว้านเอาเส้นใยด้านในของ ลูกฟักทอง ออกให้หมด จากนั้นใช้ผ้าขาวบางกรอง น้ำสังขยา
  2. การที่จะได้ เนื้อสังขยา ที่เนียน คงตัว ให้ใช้แป้งข้าวเจ้าผสมด้วย
  3. การจะทำให้เนื้อ สังขยา ฟูขึ้นมาให้ไม่ล้นลูกฟักทอง สวยน่ารับประทาน ให้เทสังขยาลงไป 75 % พอ เมื่อนำไปนึ่งสังขยาจะพองตัวได้เนื้อสังขยาที่ไม่ล้นออกมามากเกินไปสวยงามน่ารับประทาน สังเกตุง่ายๆคือ เว้นไว้สัก 2 นิ้วจากขอบ ฟักทอง
  4. น้ำตาล สำหรับทำขนมหวาน ให้เลือกใช้ น้ำตาลปี๊บ ความหวานของน้ำตาลปี๊บ เหมาะสำหรับทำ ขนมหวาน
  5. ในการนึ่งต้อง ระวังฟักทองแตก วิธีการแก้ปัญหาฟักทองแตก สามารถทำได้โดยใช้ภาชนะรองลูกฟักทองไว้ เพื่อลดความร้อนที่ก้นของฟักทอง
  6. เพื่อให้เนื้อ สังขยาฟักทอง แน่น และเซ็ตตัว ให้นำ สังขยาฟักทอง ไปพักที่ตู้เย็นก่อนประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนนำไปรับประทาน

Read More

ส่วนผสม แกงจืดลูกรอก
* เนื้อไก่ (หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ) 150 กรัม
* เนื้อหมู (หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ) 150 กรัม
* กุ้งสด (ล้างกุ้งปอกเปลือกเหลือหางไว้ ผ่าหลังดึงไส้ดำออก) 300 กรัม
* แครอต 10 กรัม
* หัวไชเท้า 10 กรัม
* กระเทียมสับ 4 กรัม
* น้ำปลา 5 กรัม
* น้ำซุป 350 กรัม
* ต้นหอม                                        
* กระเทียมเจียว 50 กรัม
* พริกไทยป่น 5 กรัม
* ผักชี
 
ส่วนผสม ลูกรอก
* ไข่เป็ด หรือไข่ไก่ (ล้างให้สะอาด) 50 กรัม    
* ไส้หมูยาว 150 กรัม
* แป้งมัน
* เกลือ

Read More

 การหมักดองประกอบด้วยการดองเปรี้ยวการดองรสการดองหวานการดองเค็มการหมักดอง

เป็นการ ถนอมอาหาร โดยการใช้เกลือ น้ำส้ม น้ำตาล เป็นส่วนประกอบหลัก โดยอาศัยจุลินทรีย์บางชนิดเป็นตัวช่วยย่อยสลาย อาจจะเติมข้าวคั่ว เครื่องเทศ หรือน้ำซาวข้าวด้วยก็ได้ เพื่อช่วยเร่งปฏิกิริยาในการหมักดอง ทำให้อาหารนั้นมีรสเปรี้ยวหรือกลิ่นตามที่ต้องการ การหมักดองส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 2-3 วัน หรือหลายเดือน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบที่นำมาหมักดอง เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ เป็นต้น สำหรับการทำกะปิ น้ำปลา ซีอิ้ว น้ำส้มสายชู เต้าเจี้ยว ส่วนใหญ่จะใช้เวลาหมักนานประมาณ 4-9 เดือน ซึ่งแบบการดองออกมาได้หลายวิธี ดังนี้


1. 
การดองเปรี้ยวผักที่นิยมนำมาดอง เช่น ผักกาดเขียว กะหล่ำปลี ต้นหอม ผักเซี่ยน ถั่วงอก เป็นต้น โดยการนำเอาผักมาเคล้ากับเกลือ และผสมน้ำเกลือกับน้ำส้มต้มให้เดือด ทิ้งไว้ให้เย็น นำมาเทราดลงบนผักที่เรียงไว้ในภาชนะ เทให้ท่วมผักปิดฝาภาชนะไม่ให้ลมเข้า หมักทิ้งไว้ 4-7 วัน ก็นำมารับประทานได้

Read More

ส่วนผสมพริกแกงฉู่ฉี่

* พริกชี้ฟ้าแห้ง 10 เม็ด
* หอมแดงซอย 3 ช้อนโต๊ะ
* กระเทียมซอย 3 ช้อนโต๊ะ
* ข่าหั่นฝอย 1/2 ช้อนชา
* ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
* ผิวมะกรูด 1/2 ช้อนช้า
* รากผักชี 1/2 ช้อนช้า
* พริกไทยขาว 1/2 ช้อนช้า
* กะปิ 1 ช้อนชา
* เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีโขลกเครื่องแกง
นำกะปิห่อใบตองปิ้งไฟให้หอม (วิธีนี้จะเพิ่มความหอมอร่อยให้กะปิมากยิ่งขึ้น) โขลกพริกชี้ฟ้าแห้ง (นำไปแช่น้ำก่อนนำมาโขลกเพื่อให้ละเอียดง่ายขึ้นและเป็นการทำความสะอาดไปในตัว) พอพริกเริ่มแหละใส่ข่าหั่นฝอย ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย กระเทียมซอย รากผักชี พริกไทยขาย ผิวมะกรูด ตามด้วยเกลือและกะปิ

Read More