ส่วนผสมน้ำกะทิ
1. หัวกะทิ 500 มล.
2. น้ำตาลปิ๊บ 500 กรัม
3. เกลือ1/2 ช้อนชา
4. เทียนสำหรับอบน้ำกะทิ

ส่วนผสมตัวลอดช่อง
1.  แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม
2.  แป้งมัน 25 กรัม
3.  ใบเตย 50 ใบ
4.  น้ำปูนใส 2 ลิตร
5.  วิธีการทำน้ำปูนใส ปูน 15 กรัม / น้ำ 3 ลิตร แช่ไว้ 1 อาทิตย์ ( ที่แช่ไว้นานเพราะจะทำให้ไม่มีกลิ่นของปูน) แต่ตักมาใช้แค่ 2 ลิตร

Read More

ขนมดอกจอก
ขนมของว่างที่เป็นที่ชื่นชอบ เพราะหอม หวาน ทานง่าย อีกทั้งยังรูปทรงน่ารัก สวยงาม วิธีทำก็ไม่ยากเกินไป

ส่วนผสม
– แป้งข้าวเจ้า 225 กรัม
– แป้งมัน 75 กรัม
– น้ำตาลทราย 80 กรัม
– เกลือ 1 ช้อนชา
– น้ำปูนใส 115 มิลลิลิตร
– หัวกะทิ 225 มิลลิลิตร
– ไข่ไก่ 2 ฟอง
– งาดำ

Read More

เคล็ดลับการทำข้าวเหนียวหน้านวล

  • ข้าวเหนียว สำหรับทำข้าวเหนียวหน้านวล ใช้ข้าวเหนียวเคี้ยวงูจากเชียงราย เป็น ข้าวเหนียวใหม่ เนื่องจาก ข้าวเหนียวสำหรับทำข้าวเหนียวหน้านวล ต้องเละหน่อย ข้าวเป็นก้อน ไม่แข็งเกินไป นำกะทิราดหน้าเนื้อเนียน
  • กะทิ ที่ใช้สำหรับทำข้าวเหนียวหน้านวล ต้องให้น้ำกะทิคั้นสดๆ น้ำกะทิ ต้องปรุงรสใส่เกลือ เพื่อลดความมัน และ เพิ่มความกลมกล่อมให้กับกะทิ สำหรับ ข้าวเหนียวหน้านวล กะทิต้องผสมแป้ง เพื่อให้ กะทิเซ็ดตัวบนข้าวเหนียวนึ่ง
  • ถั่วดำ ให้ คัดเอาถั่วเสียออกก่อนนำมาทำขนม โดย วิธีคัดถั่วดำ ให้นำไปแช่น้ำ ถั่วดำที่เสียจะลอยน้ำ ถั่วดำที่เสียจะทำให้รสชาติอาหารเสีย ให้เอาออก อย่าเสียดาย
  • การแต่งหน้าข้าวเหนียวหน้านวล สามารถให้อะไรก็ได้ตามใจชอย เป็น ขนมไทย ที่มีรสหวาน แต่ ทองหยิบ ทองหยอด เหมาะสำหรับแต่งหน้า ขนมหน้านวล

Read More

จาวตาล
เกิดจากผลแก่จัดของต้นตาลตัวเมีย เมื่อผลหล่นลงมาชาวบ้านจะเก็บรวบรวมกองไว้ ต่อมาเมล็ดตาล (จากผลตาล)จะแทงส่วนที่คล้ายรากงอกออกมาลงสู่พื้นดิน เรียกว่า “งอกตาล” ส่วนปลายของงอกตาลมีคัพภะที่จะกลายเป็นต้นอ่อนของต้นตาลซึ่งจะเจริญเติบโตขึ้นและค่อย ๆ แทงยอดขึ้นมาตาม “งอกตาล” จนโผล่พ้นดินขึ้นมาและเจริญเติบโตเป็นต้นตาลต่อไป อนึ่ง “งอกตาล” นั้นไม่ใช่ราก มันทำหน้าที่ส่งคัพภะลงไปในดินและต่อมาทำหน้าที่เป็นปลอกหุ้มยอดอ่อน แล้วก็เปื่อยสลายไปภายในเวลาไม่นานนัก ส่วนรากที่แท้จริงจะออกจากฐานต้นอ่อนที่เจริญมาจากส่วนปลายของ “งอกตาล” อีกต่อหนึ่ง
จาวตาลนิยมนำไปเชื่อมรับประทานเป็นของหวาน ในการนี้ จะต้องใช้ความชำนาญผ่าเอาเปลือกแข็งชั้นนอก ซึ่งเปรียบเสมือนกะลามะพร้าวออกก่อน จากนั้นจะต้องผ่าเอาเปลือกชั้นรอง คือส่วนที่เป็นน้ำเพื่อขัดผิวนอกด้วยใบไผ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ใบซอ เพื่อให้เมือกหรือไคลหมดไปจนขาวสะอาด เมื่อสะเด็ดน้ำแล้ว นำลงกระทะทองเหลืองเชื่อมกับน้ำตาลทราย ต่อไปก็จะได้ “จาวตาลเชื่อม” หรือนิยมเรียกกันว่า “ลูกตาลเชื่อม”

Read More

เคล็ดลับความอร่อยของขนมถั่วทอง

  • การเลือกซื้อถั่ว ที่นำมาทำให้เลือกถั่วที่ไม่มีมอดกิน สังเหตุจากถั่วจะไม่มีรอบคราบสีขาวในตัวถั่ว
  • การล้างถั่ว ต้องล้างให้สะอาด ล้างหลายๆครั้ง จนน้ำที่ล้างถั่วใส แสดงว่าสะอาดแล้ว การล้างถั่วให้สะอาด จะช่วยให้ถั่วที่นำมา ทำให้ขนมไม่มีกลิ่นหืน
  • แช่ถั่วในน้ำ 3 ชั่วโมง ช่วยให้เนื้อถั่วนิ่ม อมน้ำ เวลานำไปนึ่งจะสุกง่าย หากต้องการให้เร็วขึ้น ก็ใช้น้ำอุ่นจะช่วยรุ่นเวลาให้เร็วขึ้น
  • น้ำตาล ที่ใช้ในการกวน แนะนำให้ใช้ น้ำตาลปี๊บ จะให้ความหวานแบบหอมธรรมชาติ อร่อยก่วาการ น้ำตาลทราย
  • ความอร่อยของขนมชนิดนี้ นอกจากเนื้อถั่วที่เนียนแล้ว ความหอมของขนมจะ ช่วยเพิ่มความอร่อยของขนมให้มากขึ้นใช้การอบควันเทียน
  • ให้ใช้ผ้าหมาดๆคลุมขนมไว้ ไม่ให้โดนลม จะทำให้ขนมไม่แห้ง น่ารับประทาน

Read More

เคล็ดลับการทำขนมสังขยาฟักทอง

  1. การทำให้เนื้อฟักทองเนียน และ น้ำสังขยา เนียนส่วย ทำโดยต้องการคว้านเอาเส้นใยด้านในของ ลูกฟักทอง ออกให้หมด จากนั้นใช้ผ้าขาวบางกรอง น้ำสังขยา
  2. การที่จะได้ เนื้อสังขยา ที่เนียน คงตัว ให้ใช้แป้งข้าวเจ้าผสมด้วย
  3. การจะทำให้เนื้อ สังขยา ฟูขึ้นมาให้ไม่ล้นลูกฟักทอง สวยน่ารับประทาน ให้เทสังขยาลงไป 75 % พอ เมื่อนำไปนึ่งสังขยาจะพองตัวได้เนื้อสังขยาที่ไม่ล้นออกมามากเกินไปสวยงามน่ารับประทาน สังเกตุง่ายๆคือ เว้นไว้สัก 2 นิ้วจากขอบ ฟักทอง
  4. น้ำตาล สำหรับทำขนมหวาน ให้เลือกใช้ น้ำตาลปี๊บ ความหวานของน้ำตาลปี๊บ เหมาะสำหรับทำ ขนมหวาน
  5. ในการนึ่งต้อง ระวังฟักทองแตก วิธีการแก้ปัญหาฟักทองแตก สามารถทำได้โดยใช้ภาชนะรองลูกฟักทองไว้ เพื่อลดความร้อนที่ก้นของฟักทอง
  6. เพื่อให้เนื้อ สังขยาฟักทอง แน่น และเซ็ตตัว ให้นำ สังขยาฟักทอง ไปพักที่ตู้เย็นก่อนประมาณ 1 ชั่วโมงก่อนนำไปรับประทาน

Read More